Toyota ไม่เชื่อว่า EV จะบูม GWM คิดต่าง จ่อเลิกขายรถใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน

ในช่วงหลังๆ ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ต่างมุ่งไปสู่การพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ โดยมีรถยนต์ไฟฟ้า เป็นเป็าหมายหลักของทุกค่ายรถยนต์ก็ว่าได้ แต่ดูเหมือนจะมีเพียง Toyota เท่านั้น ที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะมีการทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ อย่าง bZ4X และล่าสุด กับการเตรียมทำตลาด bZ3 ในประเทศจีน Jack Hollis รองประธานบริหารฝ่ายขาย ของ Toyota Motor อเมริกาเหนือ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ ในระหว่างงานสัมนาของสมาคมสื่อยานยนต์อเมริกาว่า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตลาด ยังไม่มากพอ ที่จะทำการผลิตในแบบ mass production ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ก็เพราะแบตเตอรี่ ยังมีราคาสูงเกินไป และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ยังไม่พร้อมที่จะรองรับการใช้งานได้อย่างแพร่หลาย ถือว่าเป็นแนวคิดที่สอดรับกับผู้บริหารคนอื่นๆของ Toyota ที่มีมาก่อนหน้านี้

สายการผลิต Toyota Sienna ในสหรัฐอเมริกา

จากรายงานยอดขายรถยนต์ใหม่ในสหรัฐอเมริการะบุว่า รถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งอยู่ราว 5.2% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เติบโตจากปีก่อน 2021 ที่มีเพียง 2.5% นอกจากนั้น รัฐบาลไบเดนยังตั้งเป้าหมายให้มีการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกา ไว้ที่ 50% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ภายในปี 2030 แต่ทาง Hollis ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นไปได้ เพราะจากประสบการณ์ของบริษัท พบว่า เป็นเวลากว่า 25 ปีมาแล้ว ที่ Toyota ได้ทำตลาดรถไฮบริดมา แต่ก็ยังมีส่วนแบ่งตลาด น้อยกว่า 10% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ทั้งๆที่เป็นรถที่มีราคาเอื้อมถึงได้ และไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า ขึ้นมารองรับ และยังเชื่ออีกว่า กลุ่มลูกค้าไม่ได้ต้องการรถยนต์ไฟฟ้ามากขนาดที่รัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ ฉะนั้นการพยายามยัดเยียดในสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการ อาจจะส่งผลกระทบในด้านอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ดูจะสวนทางกับค่ายรถยนต์อื่นๆ โดยเฉพาะจากจีน ที่ทยอยประกาศยุติการผลิต รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานหลักกันมากขึ้น ล่าสุดก็เป็นกรณีของ BYD ที่ได้หยุดสายการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในไปแล้ว เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นค่ายรถยนต์ค่ายแรกของโลก ที่ยุติการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นระบบขับเคลื่อนหลัก และที่ล่าสุดกว่านั้น ก็คือการประกาศแผนงานของ GWM Haval ที่เตรียมยุติการจำหน่ายรถยนต์ใช้น้ำมัน ทั้งดีเซลและเบนซิน ภายในปี 2030 เพื่อมุ่งเน้นไปที่การผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งได้แก่ รถยนต์แบบ Plug-In Hybrid รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฮโดรเจนฟิวเซลล์ โดยตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่ให้ได้ 80% ของยอดขายทั้งหมด ภายในปี 2025 หรืออีกเพียง 3 ปีนับจากนี้

การดำเนินนโยบายที่สวนทางกับค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ในโลกของ Toyota น่าจะส่งผลกระทบ ในทางใดทางหนึ่งกับบริษัทในอนาคต ซึ่งถ้า Toyota เลือกเดินได้ถูกทาง บริษัทก็น่าจะทำกำไรได้อย่างมหาศาลกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ทำได้ดีกว่าค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ในโลก โดยเฉพาะระบบไฮบริดแบบดั้งเดิม แต่ถ้าความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด Toyota ก็น่าจะได้รับผลกระทบในด้านลบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา Toyota ก็ได้เคยประกาศแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่หลากหลายรุ่น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต ซึ่งหากลูกค้าต้องเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาจริงๆ Toyota ก็น่าจะมีทางเลือกให้กับลูกค้าแล้วในตอนนั้น แต่ก็ยังมีอีกมุมมองหนึ่งที่ว่า ท่าทีต่อต้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota สะท้อนถึงปัญหาภายในว่า บริษัทยังไม่มีความพร้อมในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาด ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในด้านเทคนิค ที่เห็นได้จากปัญหาของ bZ4X ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรืออาจจะเป็นปัญหาในเชิงการค้า ที่ความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลกระทบกับยอดขายรถยนต์ใช้น้ำมันของบริษัทที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน

ที่มา: carscoops / carnewschina