คืนชีพ? Mitsubishi เล็งเปิดตัว All-New 2024 Pajero Mini แข่งกับ Suzuki Jimny

Suzuki Jimmy เจนเนอเรชั่นล่าสุด สามารถทำยอดจอง ในแบบที่เรียกได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก เพราะคนที่สั่งจองอาจจะต้องกันข้ามปีกันเลยทีเดียว และไม่ได้เกิดขึ้นกับตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก แม้แต่ในเมืองไทยเอง การตั้งราคาขายไว้สูงถึง 1.6 ล้านบาท ก็ยังไม่พอขาย จากโควต้าที่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละตลาด นั่นเป็นการจุดประกายทำให้ Mitsubishi เตรียมนำรถยนต์ในตำนานอย่าง Pajero Mini กลับหวนคืนสู่ตลาดอีกครั้ง โดยคาดว่าจะมีการพัฒนาร่วมกันกับพันธมิตรอย่าง Nissan และมีโอกาสที่จะเผยโฉมให้เห็นกันภายในปี 2023 หรืออย่างช้าในปี 2024

Best Car สื่อยานยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่น ที่มีแหล่งข่าวที่ถือว่า แม่นยำมากที่สุดสำนักหนึ่ง รายงานว่า Mitsibishi กำลังเตรียมกลับมาทำตลาด Pajero Mini อีกครั้ง หลังจากพบว่า Suzuki Jimny ประสบความสำเร็จเกินคาด และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งรถออฟโรดขนาดเล็กขับเคลื่อน 4 ล้อของบริษัท น่าจะเข้ามาเติมเต็มตลาดนี้ได้ดี หลังจากที่ได้หยุดทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2013 หรือเกือบ 10 ปีมาแล้ว และแม้ว่ายังไม่มีการยืนยัน แต่ Best Car เชื่อว่า Mitsubishi จะพัฒนารถรุ่นนี้ร่วมกับ Nissan และจะมีทางเลือกเป็นขุมพลังไฟฟ้าด้วย นอกจากนั้นคาดว่ายังจะมีรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน รุ่นไฮบริดเบนซิน ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ S-AWC อันเลื่องชื่อของบริษัท โดย Mitsubishi จะเป็นผู้นำในการพัฒนาโปรเจกท์นี้ ทั้งในเรื่องการออกแบบและวิศวกรรม โดย Nissan จะทำหน้าที่เพียงปรับดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม Mitsubishi อาจจะเจองานยากมากขึ้น หาก Maruti Suzuki ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอินเดีย ที่ร่วมทุนกับ Suzuki เริ่มทำตลาด Jimny made in india ที่มีทั้งรุ่น 3 และ 5 ประตู ภายในกลางปี 2023 ซึ่งบริษัทมีแผนจำหน่ายในตลาดอื่นๆนอกประเทศอินเดียอีกด้วย ซึ่งทาง Mitsubishi ก็น่าจะตระหนักในเรื่องนี้ดี ฉะนั้นการเปิดตัวรุ่นไฮบริดและไฟฟ้าเป็นทางเลือกเพิ่มเติม น่่าจะช่วย Pajero Mini มีลุ้นที่จะเข้าไปชิงส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น

ในเรื่องของตลาดที่จะมีการจำหน่าย อาจจะเร็วเกินไปที่จะหาคำตอบในตอนนี้ แต่ถ้า Mitsubishi ต้องการที่จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Suzuki Jimny แล้ว รถออฟโรดไซส์เล็กนี้ก็น่าจะต้องเป็นรุ่น Global Model เช่นกัน ส่วนจะครอบคลุมตลาดทั่วโลกได้มากน้อยแค่ไหน ต้องดูปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่าง เช่น ความต้องการของตลาด ต้นทุนในการผลิต การแข่งขันในตลาด ราคาจำหน่ายที่แต่ละตลาดยอมรับได้ รวมถึงการยอมรับรถยนต์ทางเลือกใหม่ ที่ใช้ขุมพลังไฟฟ้าและไฮบริดในแต่ละตลาด