Great Wall Motor ทุ่มงบวิจัยและพัฒนา 9 พันล้านหยวน มุ่งพัฒนาพลังงานใหม่และนวัตกรรมอัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ หรือจีดับบลิวเอ็ม (GWM) ได้เผยแพร่รายงานประจำปี 2564 อย่างเป็นทางการ ซึ่งชูให้เห็นว่า บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนในการวิจัยและพัฒนาไปถึง 9.07 พันล้านหยวน นับเป็นอีกความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของบริษัทในการลงทุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา

เมื่อเทียบกับปี 2563 แล้ว จำนวนเงินที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทุ่มลงทุนในการวิจัยและพัฒนานั้นเพิ่มขึ้นถึง 76.05% เมื่อเทียบเป็นรายปี คิดเป็นสัดส่วน 6.65% ของรายได้จากการดำเนินงาน

ลู่ เหวินปิน (Lv Wenbin) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายเทคโนโลยีของจีดับบลิวเอ็ม ฮาวาล (GWM HAVAL) เปิดเผยว่า เมื่อเผชิญกับการแข่งขันในตลาดโลกแล้ว จีดับบลิวเอ็มก็ยึดมั่นกับคอนเซปต์ “ทุ่มเงินลงทุนและวิจัยและพัฒนาอย่างเฉียบแหลม” มาโดยตลอด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีดับบลิวเอ็มได้เดินหน้าลงทุนอย่างเฉียบแหลมทั้งในภาคพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีล้ำหน้าใหม่ ๆ ในตลาด

ในภาคพลังงานใหม่นั้น จีดับบลิวเอ็มได้เปิดตัว L.E.M.O.N. DHT อย่างเป็นทางการ โดยเป็นระบบไฮบริดแบบบูรณาการสมรรถนะสูง เทคโนโลยีดังกล่าวรองรับกับสถาปัตยกรรมทั้งแบบ HEV และ PHEV ได้ ซึ่งรถรุ่นที่ติดตั้งสถาปัตยกรรมแบบ HEV นั้นมีประสิทธิภาพของระบบส่งกำลังเพิ่มขึ้นกว่า 50% ส่วนในการทดสอบแบบออนไซต์นั้น อัตราการประหยัดเชื้อเพลิงของรถเหล่านี้ก็แตะระดับ 35% ถึง 50% เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่น ๆ

เมื่อยกรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รุ่นฮาวาล โจไลออน (HAVAL JOLION) เป็นตัวอย่างแล้ว เทคโนโลยี L.E.M.O.N. DHT ในรถรุ่นนี้จะทำหน้าที่ปรับการใช้เชื้อเพลิงอย่างอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงให้ถึงขีดสุดในโหมดการขับขี่ต่าง ๆ เช่น โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต และโหมดอีโค่ ฟังก์ชันนี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนในเมือง ทางด่วน และสภาวะการขับขี่อื่น ๆ

ในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะนั้น จีดับบลิวเอ็มได้เปิดตัว Coffee Intelligence 2.0 และเผยโฉมสถาปัตยกรรมระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบไฟฟ้าใหม่ รวมถึงแชสซีควบคุมคันเร่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ (drive-by-wire) อันชาญฉลาดอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ Coffee Intelligence 2.0 ก็นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ไปต่อยอด เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ และได้พัฒนาระบบนำทางขณะขับขี่ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง NOH (Navigation On HIPilot) ขึ้นมาด้วย

เมื่อเปิดระบบดังกล่าว ตัวรถก็จะช่วยผู้ขับเปลี่ยนเลน ขับแซง และดำเนินการอื่น ๆ โดยอัตโนมัติขณะที่ขับรถ ทั้งยังช่วยดูด้วยว่าผู้ขับเหนื่อยล้า ไม่มีสมาธิ หรืออยู่ในสภาพอื่น ๆ หรือไม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นการออกแบบระบบที่ยึดผู้ใช้งานเป็นสำคัญ

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายกว่าเดิม โดยในงานเทคโนโลยี เฟสติวัล (Technology Festival) ครั้งที่ 8 ที่จีดับบลิวเอ็มจัดขึ้นนั้น ทางบริษัทได้ประกาศแผนเพิ่มจำนวนบุคลากรในแผนกวิจัยและพัฒนาทั่วโลกเป็น 30,000 ราย และเงินลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้าอาจแตะหลัก 1 แสนล้านหยวน

นอกเหนือจากการวิจัยและพัฒนาแล้ว จีดับบลิวเอ็มยังมุ่งสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์คาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงทั้งโลกด้วย โดยได้เสนอให้มีการสร้างโรงงานคาร์บอนเป็นศูนย์แห่งแรกภายในปี 2566 เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาดกว่าเดิม ปลอดภัยกว่าเดิม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าเดิมให้ผู้ใช้ทั่วโลก