ไทยมีลุ้น V6 มากขึ้น? เมื่อ 2023 Ford Ranger Raptor มีอีกหนึ่งขุมพลัง V6 สำหรับบางตลาด

ในขณะที่วงการรถกระบะขนาดกลางทั่วโลก กำลังตื่นเต้นกับการประกาศใช้ขุมพลังเบนซินทวินเทอร์โบ EcoBoost V6 ความจุ 3.0 ลิตร สำหรับ All-New Ford Ranger Raptor เจนเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งเป็นขุมพลังทางเลือก ที่มีพละกำลังสูงสุด 391.6 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 583 นิวตันเมตร ซึ่งจะมีจำหน่ายในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง อย่างออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา รวมถึงยุโรป เรียกว่า ครอบคลุมทุกทวีป เพราะ Ford เอง ก็มีแผนจำหน่าย Ranger มากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก แต่สำหรับสาวกรถกระบะในยุโรป อาจจะไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก เพราะ Ford มีแผนติดตั้งขุมพลัง V6 เดียวกัน ใน Ranger Raptor ใหม่ แต่มีพละกำลังต่ำลงถึง 27% คือมีกำลังสูงสุด ที่ 284 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุด อยู่ที่ 491 นิวตันเมตร ลดลง 16% ทำให้ Ranger Raptor ใหม่ มีตัวเลขแรงบิดสูงสุด น้อยกว่า Ranger โฉมปัจจุบัน อยู่ 9 นิวตันเมตร แต่ก็ยังมีตัวเลขพละกำลังสูงสุด มากกว่า 73.8 แรงม้า ซึ่งการปรับเปลี่ยนสเปคเครื่องยนต์ครั้งนี้ ก็เพื่อให้สอดรับกับมาตรการที่เข้มงวด ในด้านการปล่อยมลพิษของยุโรป

การที่พละกำลังของเครื่องยนต์ลดลง ทำให้ Ford Ranger Raptor โฉมใหม่ เวอร์ชั่นยุโรป อาจจะทำตัวเลข 0-100 ได้ใกล้เคียงกับ 8 วินาที ในขณะที่เวอร์ชั่นมาตรฐาน อย่างเช่นออสเตรเลีย อัตราเร่งเดียวกัน อาจจะอยู่ที่ราว 6 วินาที ซึ่งสำหรับสิงห์รถกระบะสายฮาร์ดคอร์ เรื่องนี้อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ และในปี 2023 Ford มีแผนส่ง Ranger Raptor ขุมพลังดีเซลไบเทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ลงสู่ตลาด ซึ่งจะมีจำหน่ายในอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย แต่ในตอนนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขด้านสมรรถนะออกมา

การที่ Ford มีขุมพลังเบนซิน V6 ที่มีสมรรถนะต่ำลงเป็นทางเลือก ในมุมมองทางธุรกิจแล้ว ถ้าหากต้องการให้ต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตต่ำลง Ford ก็ควรต้องทำตลาด Ranger Raptor รุ่นเดียวกันนี้ ในตลาดอื่นๆด้วย เพื่อที่จะเพิ่มกำลังการผลิต ให้คุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งแน่นอนว่า หลายๆตลาด รวมถึงไทย อาจจะได้อานิสงค์ตามไปด้วย เพราะลำพังเพียงเครื่องยนต์ V6 เอง นอกจากจะมีราคาที่สูงแล้ว อัตราภาษี ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย จากความจุกระบอกสูบที่มากขึ้น และการปล่อยมลพิษที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 4 สูบ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการของแต่ละประเทศที่จำหน่าย แต่สำหรับเมืองไทย ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะสู้ไม่ดีนัก เพราะล่าสุดเมื่อวานนี้ ทางภาครัฐ มีมาตรการเพิ่มภาษีรถยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมถึงรถยนต์ระบบไฮบริด ซึ่งเป็นไปได้ว่า รัฐต้องการรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่เสียไป จากโครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ที่เพิ่งมีการอนุมัติ เมื่อไม่กี่วันก่อน นั่นทำให้ Ford ประเทศไทย มีการบ้านที่ต้องไปขบคิดกันต่อ