Toyota ลงทุน 6.1 หมื่นล้านบาท ในอินโดนีเซีย ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า 4 ปี

102

สำนักงานข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า Toyota Motor Corporation เตรียมใช้เงินลงทุนกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.1 หมื่นล้านบาท ในการพัฒนารถยนตไฟฟ้าในประเทศอินโดนีเซีย สำหรับ 4 ปีข้างหน้า โดยจะเริ่มผลิตรถยนต์ประเภทไฮบริดก่อนเป็นรุ่นแรก ซึ่งการลงทุนนี้ จะเริ่มมีขึ้นในปี 2019 จนไปสิ้นสุดในปี 2023 ซึ่งข้อตกลงนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ในการพบปะพูดคุย ระหว่างนาย Akio Toyoda ประธานบริหารของ Toyota Motor Corporation และตัวแทนจากรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

นาย Toyoda เผยว่า รัฐบาลของอินโดนีเซีย มีแผนงานในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว และ Toyota เองก็มองว่า อินโดนีเซียเป็นเป้าหมายแรกๆ ในการลงทุนในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบริษัทเอง ก็จะดำเนินธุรกิจ ตามแผนงานรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลตามขั้นตอน โดยจะเริ่มจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าพลังงานผสม หรือไฮบริด

Toyota ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรจากจีน อาทิ Contemporary Amperex Technology และ BYD ในการจัดหาแบตเตอรี่ให้กับบริษัทอีกด้วย

อินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีแหล่งแร่ nickel laterite ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ ในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน ที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซีย ก็ใช้จุดขายนี้ ในการดึงดูดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ให้เข้ามาลงทุนในประเทศมาโดยตลอด

ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมั่นใจว่า อินโดนีเซียจะเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค ในการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งในปัจจุบัน อินโดนีเซียยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของอาเซียน โดยรัฐบาลได้เคยประกาศแผนการสนับสนุน การลงทุนของผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการลดหย่อนภาษี รวมถึงข้อตกลงในเรื่องภาษีพิเศษ สำหรับประเทศคู่ค้า ที่มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูง ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียมองว่า จะเป็นตลาดสำคัญในการส่งออกสินค้าเหล่านี้

Reuters ยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อเดือนธันวาคมปี 2018 ที่ผ่านมา Hyundai Motor ก็ได้เริ่มทำการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอินโดนีเซียไปแล้ว ตามแผนการลงทุนมูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท ในขณะที่ Mitsubishi ก็ได้ประกาศแผนความร่วมมือกับรัฐบาลอินโดนีเซีย เมื่อกลางปี 2018 ในการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโต ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

สำหรับประเทศไทยแล้ว สินค้าส่งออกอันดับ 1 ก็คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าที่มาจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของไทย ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งถ้าหากอินโดนีเซีย สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านนี้ ย่อมส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here