เปิดตัว All-New 2023 Volkswagen Amarok ใหม่ ฝาแฝด Ford Ranger ที่มีอาณาจักรเป็นของตัวเอง

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ สำหรับ All-New Volkswagen Amarok เจเนอเรชั่นที่ 2 คู่แฝดของ Ford Ranger โฉมใหม่ ซึ่งมีกำหนดการลงสู่ตลาดในปีหน้า โดยการผลิต จะมีขึ้นที่โรงงานของ Ford ในประเทศแอฟริกาใต้ ในขณะที่ Ranger มีการผลิตขึ้นที่โรงงานในเมืองไทย

แม้ว่า Volkswagen Amarok จะได้รับการพัฒนาขึ้นมาร่วมกับ Ford Ranger โดยที่ Ford เป็นผู้นำของโครงการ ในการออกแบบ พัฒนา และผลิต เกือบจะทั้งกระบวนการก็ตาม แต่ในเรื่องของดีไซน์ ทำโดยทีมงานของ Volkswagen ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่า Amarok โฉมใหม่ จะมีความแตกต่างไปจาก Ranger เพื่อที่จะสามารถสร้างตลาดของตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งผลที่ออกมา พบว่า Amarok เจนเนอเรชั่นนี้ ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ ด้วยแผงกระจังหน้า ที่เชื่อมต่อเข้ากับไฟหน้ารูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนทั้งสองข้าง ซุ้มล้อขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมปลายมน กันชนหน้า-หลังขนาดใหญ่ และตัวรถที่ถูกยกสูง

ห้องโดยสาร-ภายในของ Amarok โฉมใหม่ แม้ว่าจะได้เค้าโครงมาจาก RANGER ที่มาพร้อมจอแสดงผลดิจิตอลแนวตั้ง ที่มีทั้งขนาด 10.0 และ 12.0 นิ้ว ตามรุ่นที่เลือก แต่ก็ใช้ดีไซน์ภายนอก ที่แตกต่างออกไป

All-New Volkswagen Amarok โฉมใหม่ มาพร้อมขุมพลัง 5 รุ่นด้วยกัน เริ่มจากรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ความจุ 2.0 ลิตร 148 และ 168 แรงม้า ลูกค้ายังสามารถเลือกขุมพลังดีเซลไบเทอร์โบ ความจุ 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 201 และ 207 แรงม้า ตามตลาดที่จำหน่าย นอกจากนั้น ยังมีรุ่นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 298 แรงม้า โดยรุ่นเครื่องยนต์ที่่มีกำลังสูงสุด ตั้งแต่ 207 แรงม้าขึ้นไป จะมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ 2.0 ลิตร 201 แรงม้า จะมีเกียร์ธรรมดา 10 สปีดให้เลือกด้วย สำหรับ Amarok รุ่นที่เหลือ จะมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยมีอ็อปชั่นเป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด ให้เลือก ตามตลาดที่จำหน่าย

ระบบขับเคลื่อนของ Volkswagen Amarok จะมีทั้งแบบ 4Motion AWD แลแบบขับเคลื่อนล้อหลัง โดย Volkswagen รับประกันในการลากจูงโหลด ที่ 3.5 ตัน สำหรับบางรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

Volkswagen จะทำตลาด Amarok โฉมใหม่ ใน 5 รุ่นย่อย เริ่มจากรุ่น Baseline ที่มาพร้อมจอแสดงผลกลางระบบมัลติมีเดีย ขนาด 10.0 นิ้ว ไฟหน้า LED จอแสดงผลการขับขี่ขนาด 8.0 นิ้ว และพวงมาลัยแบบ multi function โดยรุ่น Life และรุ่น Style จะมีการเพิ่มอุปกรณ์อื่นๆเข้าไป แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้ และตามที่เคยมีข่าวมาก่อนหน้า Volkswagen Amarok จะมี 2 รุ่นย่อยระดับ flagship คือรุ่น PanAmericana ที่ถูกออกแบบ ให้มีความเป็นรถกระบะออฟโรดมากขึ้น และรุ่น Aventura ที่เน้นความหรูหรา และการใช้งานบนถนนทั่วไปเป็นหลัก

สำหรับอ็อปชั่นที่น่าสนใจของ Volkswagen Amarok โฉมใหม่ ได้แก่ ชุดเครื่องเสียงจาก Harman/Kardon ล้ออัลลอยขนาดสูงสุด 21 นิ้ว ฝาครอบกระบะท้าย ที่มีทั้งแบบธรรมดา และไฟฟ้า กล่องใส่เครื่องมือช่างแบบล็อคได้ เป็นต้น

ระบบความปลอดภัยในการขับขี่ ถือว่าเป็นอีกไฮไลต์หนึ่งของรถกระบะรุ่นนี้ ซึ่งได้แก่ ระบบ Adaptive Cruise Control ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ ไฟหน้าแบบ LED Matrix สำหรับรายละเอียดทางเทคนิคอื่นๆ พร้อมราคาจำหน่าย คาดว่าจะมีการเปิดเผยออกมา ในเร็ววันนี้

ในเมืองไทย มีรูปแบบการทำตลาดรถกระบะปิกอัพในเชิงพันธมิตร เช่นเดียวกับ Volkswagen และ Ford นั่นก็คือ Isuzu และ Mazda แต่ผลงานที่ออกมาของแฝดน้อง อย่าง Mazda BT-50 กลับไม่น่าประทับใจ ด้วยยอดขายที่น้อยนิด ในหลักไม่ถึงร้อยค้นต่อเดือน แม้ว่าจะมีการปรับโฉม ให้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองแล้วก็ตาม แต่ในกรณีของ Amarok เมื่อดูจากอดีตที่ผ่านมา จะพบว่า Volkswagen เน้นไปที่การหาพันธมิตรรายที่ 3 ในการพัฒนาสมรรถนะของรถยนต์ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างให้เดนชัดขึ้นไปอีก และดูเหมือนว่า ตลาดจะให้การตอบรับที่ดี ด้วยยอดขายที่มากกว่ากำลังการผลิต ในรุ่นพิเศษบางรุ่น ส่วน Volkswagen จะทำได้ใน Amarok เจนเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยหรือไม่นั่น กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์