Thailand Web Stat
Home ยี่ห้อรถยนต์ Ford พรีวิวก่อนเปิดตัว All-New Ford Ranger / Raptor 2021-2022 เจนเนอเรชั่นใหม่ ให้อะไรมาให้บ้าง?

พรีวิวก่อนเปิดตัว All-New Ford Ranger / Raptor 2021-2022 เจนเนอเรชั่นใหม่ ให้อะไรมาให้บ้าง?

เว็บไซต์ caradvice ของออสเตรเลีย ได้เปิดเผยข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับ The All-New Ford Ranger เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่มีกำหนดการเปิดตัว ภายในปี 2021 หรือต้นปี 2022 เป็นอย่างช้า โดย Ranger ใหม่ นอกจากจะมาพร้อมรูปโฉม ที่ดุดันบึกบึนมากขึ้น ตามที่เราได้เห็นภาพ spy shot และภาพจำลองต่างๆกันไปบ้างแล้ว รถกระบะยอดนิยมรุ่นนี้ ยังจะมาพร้อมพละกำลังที่มากกว่าเดิม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยต่างๆ

All-New Ford Ranger ใหม่ ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม T6 ที่มีทีมงานของฟอร์ดออสเตรเลีย เป็นผู้นำในการพัฒนา ซึ่งมีใช้กับรุ่น Everest 4WD และ Bronco โฉมใหม่ ที่จะทำตลาดในสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ในด้านระบบช่วงล่าง เพื่อรองรับการใช้งาน ในแบบ on-road และ off-road ที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยได้รับแรงบันดาลใจในเรื่องดีไซน์ มาจากรถกระบะ full size รุ่น F-150 รถยนต์ ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา มานานกว่า 40 ปี ด้วยดีไซน์ด้านหน้า ที่เน้นบาร์ขนาดใหญ่ ตลอดแนวของหน้ากระจัง ซึ่งไปจรดกับไฟเดย์ไทม์รูปตัว C ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น F-150 มาก่อน

ระยะห่างระหว่างห้องโดยสาร ไปจนถึงล้อหน้า มีความยาวมากขึ้น โดยห้องเครื่อง มีการปรับเลย์เอ้าท์ ให้สามารถรองรับ รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ V6 ซึ่งมีความกว้างมากขึ้น ระยะฐานล้อ และระยะห่างระหว่างล้อ ยาวขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นปัจจุบันเล็กน้อย เพื่อการทรงตัว และเสถียรภาพในการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม มุมจากและมุมเงยต่างๆ รองรับการขึ้นลงพื้นที่้ off road ได้ดีขึ้น โดย tow bar หรืออุปกรณ์ลากจูงรถด้านหลัง ถูกออกแบบให้มีการซ่อนตัวได้แนบเนียนขึ้น บริเวณมุมทั้งสองข้าง ของกันชนหลัง ถูกออกแบบให้มีบันไดขนาดเล็ก เพื่อการก้าวขึ้นสู่กระบะท้ายได้ง่ายขึ้น

Ford Ranger 2021

ภาพจำลองโดย caradvice.com.au

ห้องโดยสารภายในของ Ford Ranger ใหม่ จะมีขนาดและรูปร่าง ใกล้เคียงกับโฉมปัจจุบัน แต่จะมีการอัพเกรด ในเรื่องคุณภาพของวัสดุที่ใช้ มาพร้อมหน้าจอแสดงผลการขับขี่ดิจิตอลแบบใหม่ จอแสดงผลระบบ infotainment ความละเอียดสูง มีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมี่ยม มีมาให้ในรุ่นบน

Ford Ranger เจนเอนเรชั่นใหม่ ยังจะมาพร้อมแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน ที่เรียกว่า Ford Pass ที่ผู้ใช้งาน สามารถค้นหารถ ล็อค และปลดล็อครถ ได้จากระยะไกล ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้ จะเปิดให้มีใช้ ใน Ranger โฉมปัจจุบัน ในปลายปีนี้เช่นกัน ก่อนที่จะส่งต่อไปยังเจนเนอเรชั่นใหม่

ในด้านระบบความปลอดภัย Ford Ranger ถือว่าเป็นผู้นำตลาดในเรื่องนี้ และเป็นรถกระบะรุ่นแรก ที่ได้รับเรตติ้งระดับ 5 ดาว ในด้านความปลอดภัยจากการชน ในปี 2011 โดย Ranger รุ่นปี 2022 จะมีการก้าวกระโดด ในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่จะมาพร้อมระบบเตือนจุดอับสายตาแบบโซนซึ่งมีใช้ในโฉมปัจจุบันเวอร์ชั่นอเมริกาไปแล้ว ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง กล้องช่วยมองรอบคัน 360 องศา รวมถึงระบบความปลอดภัยเสริมต่างๆ ที่มีในรุ่นปัจจุบัน ทั้งระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบ radar cruise control และระบบช่วยอ่านป้ายจราจร

Ford Ranger เจนเนอเรชั่นใหม่ ยังจะมาพร้อมถุงลมนิรภัยกลาง ที่อยู่ระหว่างเบาะคู่หน้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขใหม่ ในการทดสอบการชนระดับ 5 ดาว เพื่อป้องกันการกระแทกกันเอง ของผู้โดยสารด้านหน้า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งระบบนี้ อาจจะเป็นอุปกรณ์อื่นใด ที่สามารถทำงานได้ ในลักษณะเดียวกัน ตราบใดที่สามารถแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาได้ตรงจุด ซึ่งทั้ง Isuzu D-MAX และ Mazda BT-50 Pro เจนเนอเรชั่นใหม่ ต่างก็มีถุงลมนิรภัยกลางมาให้ เพื่อความพร้อมในการทดสอบการชน ที่ระดับ 5 ดาว ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยนี้ เป็นมาตรการที่บีบบังคับในทางอ้อม ที่ทำให้ Ford ต้องรีบเปิดตัว Ranger เจนเนอเรชั่นใหม่ ให้ได้เร็วที่สุด เพราะในปี 2022 หลักเกณฑ์ที่ใช้ทดสอบ จะถูกยกระดับ ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

และตามที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ ขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 5 สูบ ความจุ 3.2 ลิตร 197 แรงม้า 470 นิวตันเมตร ที่มีใช้ใน Ranger มานานกว่า 10 ปี จะถูกถอดออกจากไลน์อัพ ใน Ranger เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งตามแผนเดิม ขุมพลังรุ่นนี้ จะถูกยกเลิกในปี 2018 แล้วถูกแทนที่ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ซึ่งมีใช้ใน Ranger Raptor และ Ranger บางรุ่น อย่าง XLT และ Wildtrak แต่ Ford ก็ตัดสินใจยืดระยะการใช้งานออกไป เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ที่ไม่ต้องการขุมพลัง ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบที่เล็กกว่า แม้ว่าขุมพลัง 2.0 ลิตรใหม่ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จะมีสมรรถนะสูงกว่า เครื่องยนต์ 3.2 ลิตรบล็อคเดิมก็ตาม

ข่าวสำคัญอีกอย่าง ที่เกี่ยวกับขุมพลังของ Ranger ใหม่ ก็คือ การมาถึงของเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ V6 ความจุ 3.0 ลิตรใหม่ ที่นำมาจากรุ่น F-150 ซึ่งให้กำลังสูงสุด ถึง 248 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ Ford และ Volswagen สามารถบรรลุข้อตกลง ในการพัฒนารถกระบะร่วมกันได้

โดยสื่ออย่าง CarAdvice เชื่อว่า ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ V6 3.0 ลิตร ที่จะมีใช้ใน Ranger เจนเนอเรชั่นใหม่ จะมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4WD แบบ heavy duty แต่ ณ ชั่วโมงนี้ ยังไม่มีความชัดเจน ในเรื่องรุ่นเกียร์ธรรมดา ว่าจะมีมาให้เป็น option หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา มีความต้องการของตลาด ที่ค่อนข้างจะต่ำ

สื่อจากออสเตรเลียรายนี้ ยังหวังอีกว่า Ranger 2022 จะติดตั้งดิสก์เบรคมาให้ทั้ง 4 ล้อ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย เพราะในปัจจุบัน Ranger เวอร์ชั่นอเมริกา และ Ranger Raptor ก็มีดิสก์เบรคทั้ง 4 ล้อมาให้ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเรียบร้อยแล้ว

สำหรับ Ranger ใหม่รุ่นเริ่มต้น คาดว่าจะมีการใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่มีใช้กับรถอเนกประสงค์ Ford Transit Custom ทดแทนบล็อคเดิม คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 4 สูบ ความจุ 2.2 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 158 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร โดยยังไม่มีข้อสรุปว่า เครื่องยนต์บล็อคใหม่ 2.0 ลิตร จะเป็นรุ่นกำลังสูงสุด 168 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 390 นิวตันเมตร หรือเป็นรุ่นกำลังสูงสุด 182 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ที่จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

Caradvice ยังรายงานอีกว่า Ford อาจจะมี option เป็นขุมพลังเบนซิน V6 ทวินเทอร์โบ ที่ใช้ในรุ่น Explorer ST ของอเมริกา ที่อาจจะเป็นขุมพลัง ใน Ranger Raptor ใหม่ และอาจจะมีรุ่นไฮบริดเครื่องยนต์เบนซิน เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ซึ่งก็มีรายงานว่า อยู่ในระหว่างการพัฒนา เพื่อใช้กับ Ranger Raptor โฉมใหม่ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า ขุมพลังรุ่นใหม่เหล่านี้ จะมีการทำตลาดเหมือนกันทั่วโลก หรือมีให้เป็นทางเลือก เฉพาะบางตลาดเท่านั้น โดยจะมีการเปิดตัวตามมา หลังจากการเปิดตัวรุ่นเครื่องยนต์มาตรฐานไปแล้ว

Ford Ranger เจนเนอเรชั่นใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยมีโจทย์ข้อหนึ่งที่ว่า ต้องให้ความนุ่มสบาย เหมือนกับการโดยสารรถเอสยูวี ห้องโดยสารภายในต้องเงียบ และมีการขับขี่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยการเปิดตัว Ranger โฉมใหม่นี้ คาดว่าจะเกิดขึ้น ในครึ่งแรกของปี 2021 แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยน ตามความเหมาะสม และความพร้อมของแต่ละโรงงานทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน มีอยู่ใน 4 ประเทศ ได้แก่ แอฟริกาใต้ อาร์เจนติน่า สหรัฐอเมริกา และไทย