MG เดินหน้าหนุนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เล็งเปิดตัรถยนต์ 3 รุ่นใหม่ ในปี 2022

กรุงเทพฯ – 4 พฤศจิกายน 2564 – บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ในฐานะผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานทางเลือก (NEV) ในประเทศไทยอย่างจริงจัง ร่วมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ตามแนวทางของรัฐที่มุ่งเดินหน้าวางรากฐานการใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างยั่งยืน เพื่อกระตุ้นคนไทยให้เห็นความสำคัญและผลลัพธ์ของการใช้พลังงานสะอาด เผยปีหน้าเตรียมเปิดตัวรถยนต์พลังงานทางเลือกสู่ตลาดเมืองไทยอีกอย่างน้อย 3 รุ่น พร้อมเดินหน้าแผนการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศสะท้อนความมุ่งมั่นและความเอาจริงเอาจังในการสร้างสังคมยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศไทยเผยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการหยุดยั้งวิกฤตโลกร้อนร่วมกับประชาคมโลก

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยล่าสุดในการประชุม COP26 ประเทศไทยได้มีการวางเป้าหมายหลักในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero greenhouse gas emission) ภายในหรือก่อนปี พ.ศ. 2608

เอ็มจี ในฐานะผู้ริเริ่มการสร้างสังคมรถยนต์พลังงานทางเลือก (NEV) และครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดกว่า 90% ของกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ได้สะท้อนแนวทางร่วมผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) โดยให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจังด้วยการสนับสนุนให้คนไทยรู้จักและเข้าใจในประโยชน์ระยะยาวของการใช้พลังงานสะอาด เพื่อเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด ที่ปัจจุบันเอ็มจีมีอยู่ด้วยกัน 3 รุ่น คือ MG ZS EV, MG HS PHEV และ MG EP โดยนอกจากจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แล้ว เอ็มจีได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมถึงมีแผนที่ชัดเจนในการขยายสถานีชาร์จ เพื่อเพิ่มความพร้อมและผลักดันให้เกิดผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “รถยนต์พลังงานทางเลือก หรือ NEV ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งระดับประเทศและระดับโลก เอ็มจีในฐานะผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทย เราได้ให้ความสำคัญและเดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกอย่างจริงจังมาโดยตลอด ทั้งการแนะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และทำให้ตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมทั้งลงทุนขยายสถานีชาร์จ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้วันนี้แบรนด์เอ็มจีมีความพร้อมทุกด้านในการรองรับและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และจะเป็นกำลังหลักในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และทำให้สังคมยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของสังคมยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะความชัดเจนของภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมในสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยุโรปด้วยยอดขายกว่า 20,000 คัน ในช่วงครึ่งปีแรกของ ปี พ.ศ. 2564 สำหรับประเทศไทย เรามีแผนจะแนะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกสู่ตลาดอีกอย่างน้อย 3 รุ่น ภายในปีหน้า”

เอ็มจีกับการเป็นผู้นำและบุกเบิกตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในไทย พาคนไทยเข้าใกล้เทรนด์โลก ส่ง อีวีบุกตลาดอย่างจริงจัง รั้งตำแหน่งผู้นำรถอีวีในไทย

ย้อนกลับไปในยุคที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เอ็มจี ได้จุดประกายความนิยมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขึ้นในประเทศด้วยการนำรถยนต์ต้นแบบ MG E-Motion มาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ในงานมหกรรมยานยนต์ ปี พ.ศ. 2561 เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคชาวไทยก่อนจะเปิดตัว MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของเอ็มจีในปี พ.ศ. 2562 ด้วยแนวคิด “Easy” เพื่อให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่อง “ง่าย” สำหรับคนไทย ทั้งในด้านของการใช้งาน การดูแล การชาร์จพลังงาน และการเป็นเจ้าของ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทำให้ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2563 ได้เพิ่มทางเลือกให้กับคนไทยให้ได้สัมผัสกับรถยนต์พลังงานทางเลือกด้วยการแนะนำ MG HS PHEV ที่โดดเด่นด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า หรือ EV Range สูงถึง 67 กิโลเมตร รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะเปิดตัว MG EP รถยนต์สเตชั่นแวกอนพลังงานไฟฟ้า ที่มาพร้อมแนวคิด “EVeryone” ในการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคน โดยสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเรื่องของระยะทางการขับขี่ ความประหยัด สมรรถนะ ฟังก์ชั่น พื้นที่ใช้สอย รวมไปถึงราคาที่คุ้มค่า ในราคา 988,000 บาท ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท ที่มีทุกอย่างครบที่สุดในตลาด และเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยที่จะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 เรื่องหลัก คือ มิติตัวถังและพื้นที่การใช้งาน ความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัย สมรรถนะของ EV และให้ความประหยัด

มากกว่าแค่นำเสนอรถ แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ “รถอีวี” แจ้งเกิดและเป็นที่นิยมในไทย ปัจจุบัน เอ็มจีเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 90% และมีผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเอ็มจีร่วม 3,000 คัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้บริโภค และการเปิดใจรับการใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกที่มากขึ้น โดยนอกจากที่เอ็มจีมีการพัฒนาและนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคแล้ว เอ็มจียังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานของสังคมยานยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งและเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้สมบูรณ์แบบ สามารถรองรับการเติบโตของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการลงนามความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ อาทิ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อยกระดับระบบการรับรองและมาตรฐานของสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทย นอกจากนี้เอ็มจี ยังได้สร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า MG Super Charge ที่ให้บริการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC Charge) โดยตั้งเป้าให้มีสถานีชาร์จในทุกๆ 150 กิโลเมตรโดยได้ติดตั้งที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเอ็มจีแล้วกว่า 115 แห่ง รวมไปถึงการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า MG Super Charge ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ครอบคลุมทั้งในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมทั้งสิ้น 50 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานของผู้บริโภค